การทำงานของระบบย่อยอาหาร

การทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย

การทำงานของระบบอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย เป็นไปโดยธรรมชาติอย่างมีระเบียบและประสานสัมพันธ์กันโดยอัตโนมัติ จึงเป็นเรื่องที่เราต้องศึกษา เรียนรู้ให้เข้าใจเกี่ยวกับวิธีการสร้างเสริมและการดำรงประสิทธิภาพการทำงานของระบบอวัยวะเหล่านั้นให้ใช้งานได้นานที่สุด

ระบบอวัยวะของร่างกาย ทำหน้าที่เพิ่มมความสูงแตกต่างกันและประสานกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งระบบที่สำคัญของร่างกาย 5 ระบบมีหน้าที่ และอวัยวะที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

การทำงานของระบบย่อยอาหาร

การทำงานของระบบย่อยอาหาร

            มนุษย์เป็นผู้บริโภคโดยการรับประทานอาหารเพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโตเพิ่มมความสูง ดำรงอยู่และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ มนุษย์จึงมีระบบการย่อยอาหารเพื่อนำสารอาหารแร่ธาตุและน้ำให้เป็นพลังงานเพื่อใช้ในการดำรงชีวิต

การย่อยอาหารเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงสารอาหารที่มีขนาดใหญ่ให้เล็กลงจนร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ การย่อยอาหารมี 3 ขั้นตอน คือ

  • การย่อยอาหารในปาก เป็นกระบวนการย่อยอาหารในส่วนแรก อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการย่อยอาหาร ได้แก่ ฟัน และต่อมน้ำลาย ทางเดินอาหารของตนเริ่มตั้งแต่ปาก มีฟันทำหน้าที่บดอาหาร ต่อมน้ำลายจะหลั่งน้ำลายมาเพื่อย่อยแป้ง ในน้ำลายมีเมือกช่วยในการหล่อลื่นอาหารให้กลืนได้สะดวก การหลั่งน้ำลายอาศัยรสและกลิ่นอาหาร เมื่ออาหารถูกบดเคี้ยวในปากแล้ว จะเข้าสู่หลอดอาหารโดยการกลืน
  • การย่อยอาหารในกระเพาะอาหาร เป็นอวัยวะที่อยู่ต่อจากหลอดอาหาร ใต้กระบังลมด้านซ้ายด้านล่างติดกับลำไส้เล็ก มีลักษณะเป็นกระพุ้งรูปตัวเจ (J) ผนังกั้นเป็นกล้ามเนื้อเรียบ ยึดหดได้ดี การย่อยในกระเพาะอาหาร ผนังกระเพาะอาหารมีกล้ามเนื้อแข็งแรง ยืดหยุ่นและขยายความจุได้ถึง 1,000 – 1,200 ลูกบาศก์เซนติเมตร มีกล้ามเนื้อหูรูด 2 แห่ง คือ กล้ามเนื้อหูรูดที่ต่อกับหลอดอาหารและกล้ามเนื้อหูรูดที่ต่อกับลำไส้เล็ก ผนังด้านในของกระเพาะอาหารมีต่อมสร้างเอนไซม์สำหรับย่อยอาหาร เมื่ออาหารเคลื่อนลงสู่กระเพาะอาหารจะกระตุ้นให้มีการหลั่งเอนไซม์ออกมา ซึ่งประกอบด้วย กรดไฮโดรคอลิก (HCL) ช่วยเปลี่ยนเพปซิโนเจนและไทรเรนนิน จากผนังกระเพาะให้เป็นเพปซินและเรนนิน พร้อมที่จะทำงานช่วยย่อยโปรตีน นอกจากนี้ยังสร้างน้ำเมือกมีฤทธิ์เป็นเบสเคลือบกระเพาะอาหาร กรดในกระเพาะอาหารจะทำลายแบคทีเรียที่ติดมากับอาหาร อาหารจะอยู่ในกระเพาะอาหารประมาณ 30 นาที ถึง 3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารโปรตีนจะถูกย่อยในกระเพาะอาหารโดยเอนไซม์เพปซิน กระเพาะอาหารมีการดูดซึมสารบางส่วนได้ เช่น สามารถดูดซึมอัลกอฮอล์ได้ดีถึงร้อยละ 30-40
  • การย่อยอาหารในลำไส้ ลำไส้เล็กอยู่ต่อจากกระเพาะอาหาร มีลักษณะเป็นท่อที่ขดซ้อนกันไปมาในช่องท้อง ยาวประมาณ 7 เมตร ลำไส้เล็กจะผลิตเอนไซม์เพื่อย่อยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน

การย่อยอาหารในลำไส้เล็ก อาหารจะเคลื่อนจากกระเพาะอาหารผ่านกล้ามเนื้อหูรูดเข้าสู่ลำไส้เล็ก การย่อยอาหารในลำไส้เล็กเกิดจากการทำงานของอวัยวะ 3 ชนิด คือ ตับอ่อน ผนังลำไส้เล็กและตับหลั่งสารออกมาทำงานร่วมกัน

ตับอ่อน  (pancreas) ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและเอนไซม์ในการย่อยอาหาร เอนไซม์ที่สร้างขึ้นจะอยู่ในรูปที่ยังทำงานไม่ได้ ต้องอาศัยเอนไซม์จากลำไส้เปลี่ยนสภาพที่พร้อมจะทำงานได้ ซึ่งเป็นเอมไซม์สำหรับย่อยโปรตีน นอกจากนั้นยังสร้างเอนไซม์สำหรับย่อยคาร์โบไฮเดรตและไขมันอีกด้วย นอกจากนี้ยังสร้างสารโซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนตมีฤทธิ์เป็นเบส  เพื่อลดความเป็นกรดจากกระเพาะอาหาร

ผนังลำไส้เล็ก  จะผลิตเอมไซม์เพื่อย่อยโปรตีน คาร์โบไฮเดรตและไขมัน

ตับ  (liver) ทำหน้าที่สร้างน้ำดีเก็บไว้ในถุงน้ำดี น้ำดีมีส่วนประกอบสำคัญ คือน้ำดีช่วยให้ไขมันแตกตัวและละลายน้ำได้ ทำให้เอนไซม์ลิเพสจากตับอ่อนและลำไส้เล็กย่อยไขมันให้เป็นกรดไขมันและ
กลีเซอรัล

การดูดซึม ลำไส้เป็นบริเวณที่มีการดูดซึมได้ดีที่สุด ผนังด้านในลำไส้เล็กเป็นคลื่นและมีส่วนยื่นออกมาเป็นปุ่มเล็กๆ จำนวนมากเรียกว่า วิลลัส (villus) ที่ผิวด้านนอกของเซลล์วิลลัสมีส่วนที่ยื่นออกไปอีก เรียกว่า ไมโครวิลไล (microvilli) เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการดูดซึม ภายในวิลลัสแต่ละอันมีเส้นเลือดและเส้นน้ำเหลือง ซึ่งจะรับอาหารที่ย่อยแล้วที่ซึมผ่านผนังบุลำไส้เล็กเข้ามา

สารอาหารเกือบทุกชนิดรวมทั้งวิตามินหลายชนิดจะถูกดูดซึมที่บริเวณดูโอตินัม สำหรับลำไส้เล็กส่วนเจจูนัมจะดูดซึมอาหารพวกไขมัน ส่วนของไปเลียมดูดซึมวิตามินบี 12 และเกลือน้ำดี สารอาหาร
ส่วนใหญ่และน้ำจะเข้าสู่เส้นเลือดฝอย โมโนแซ็กคาไรด์ กรดอะมิโนและกรดไขมันจะเข้าสู่เส้นเลือดฝอยเข้าสู่เส้นเวน (vein) ผ่านตับก่อนเข้าสู่หัวใจ โมโนวีกคาไรด์ที่ถูกดูดซึมถ้ามีมากเกินความต้องการจะถูกสังเคราะห์ให้เป็นไกลโคเจนเก็บไว้ที่ตับและกล้ามเนื้อ ไกลโคเจนในตับอาจเปลี่ยนกลับไปเป็นกลูโคสได้อีก กลูโคสก็จะนำมาสลายใช้ในกิจกรรมต่างๆ ของเซลล์

ส่วนไขมันจะเข้าไปในกระแสเลือดถูกนำไปใช้ในด้านต่างๆ ใช้เป็นแหล่งพลังงานเป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์และโครงสร้างอื่นๆ ของเซลล์ บางส่วนเปลี่ยนไปเป็นกลูโคส ไกลโคเจน และกรดอะมิโนบางชนิด ส่วนที่เหลือจะเก็บสะสมไว้ในเซลล์ที่เก็บไขมัน ซึ่งมีอยู่ทั่วร่างกายใต้ผิวหนัง หน้าท้อง สะโพก และต้นขา อาจสะสมที่อวัยวะอื่นๆ อีก เช่น ที่ไต หัวใจ ทำให้ประสิทธิภาพของการทำงานของอวัยวะเหล่านี้ลดลง

กรดอะมิโนที่ได้รับจากอาหารเพิ่มมความสูง จะถูกนำไปสร้างเป็นโปรตีนใหม่เพื่อใช้เป็นส่วนประกอบของเซลล์เนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตหรือมีการสร้างเซลล์ใหม่ ร่างกายจะนำไขมันและโปรตีนมาใช้เป็นแหล่งพลังงานได้ในกรณีที่ร่างกายขาดคาร์โบไฮเดรต โปรตีนที่เกินความต้องการของร่างกายจะถูกตับเปลี่ยนให้เป็นไขมันสะสมไว้ในเนื้อเยื่อ การเปลี่ยนโปรตีนให้เป็นไขมันจะมีการปล่อยหมู่อะมิโนบางชนิดที่เป็นอันตรายต่อตับและไต ในกรณีที่ขาดอาหารพวกโปรตีนจึงเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทางเคมี เซลล์ต้องใช้เอนไซม์ซึ่งเป็นโปรตีน ทั้งสิ้น

อาหารที่เหลือจากการย่อยและดูดซึมแล้วจะผ่านเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ เซลล์ที่บุผนังลำไส้ใหญ่สามารถดูดน้ำ แร่ธาตุและวิตามินจากกากอาหารเข้ากระแสเลือด กากอาหารจะผ่านไปถึงไส้ตรง (rectum) ท้ายสุดของไส้ตรงคือ ทวารหนักเป็นกล้ามเนื้อหูรูดที่แข็งแรงมาก ทำหน้าที่บีบตัวช่วยในการขับถ่าย จากการศึกษาพบว่าอาหารที่รับประทานเข้าไปจะไปถึงบริเวณไส้ตรงในชั่วโมงที่ 12 กากอาหารจะอยู่ในลำไส้ตรงจนกว่าจะเต็มจึงจะเกิดการปวดอุจจาระ และขับถ่ายออกไปตามปกติ

Leave a Comment

error: Content is protected !!